ชีวิตคือการเดินทาง สิ้นสุดการเดินทางก็คือตอนที่หยุดหายใจ
admin
This user hasn't shared any biographical information
Homepage: http://www.kromlens.com
Posts by admin
MUJI สินค้าไม่มีแบนด์
Aug 23rd
23 สิงหาคม 2553 : ได้มีโอกาศกลับไปกรุงเทพฯ เลยได้มีเวลาไปเดินเล่น Central แล้วได้เจอร้าน MUJI หลายๆ คนอาจจะยังงงว่ามันคือร้านอะไร แต่ขอบอกว่ามันไม่เหมือนร้าน FUJI ที่เรารู้จักกันครับ แต่เนื่องจาก ผมข้อมูลไม่เยอะ เลยขออ้างอิงข้อมูลจากคุณhooray
MUJI มี ถิ่นกำเนิดคือ ประเทศญี่ปุ่น ราวปี 1980 … ซึ่งแปลได้ความหมายว่า “สินค้าที่ไม่มีแบรนด์ แต่มีคุณภาพ” โดยเขาตั้งใจจะขายสินค้าทั่วๆไป ดีไซน์เรียบง่าย ในราคาพอเหมาะพอควร และที่สำคัญคือคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
สินค้าของ MUJI มีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ!!! .. ไม่ถึงขั้นน้าน แต่ก็แบบว่า มีกระทั่งขนมขบเคี้ยว น้ำผลไม้ ชา ช็อกโกแลต เครื่องครัว เครื่องเขียน เครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ มีเครื่องเสียงด้วยอ่ะ ไปกระทั่งรถจักรยานดีไซน์โบราณน่ารักๆ .. เรียกว่า ของที่คุณใช้ในชีวิตประจำวัน มีหมดล่ะในร้าน MUJI
ไอ้ความที่ไม่ต้องการมีแบรนด์ของ MUJI กลายเป็นความเท่ เขาว่ากันว่าใช้หลักแนวคิดของเซนในการออกแบบ คือ ความเรียบง่าย ..ก็ถูกใจคนญี่ปุ่นเขาล่ะ แถมข้ามไปลามถึงอังกฤษ หลังๆมานี่ก็ฮิตในย่านเอเชีย อย่าง ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ ..
เอกลักษณ์ของ MUJI คง จะเป็น packaging ที่เรียบๆ ไม่มีสีสัน ลวดลาย มีแค่กระดาษสีมอๆ พิมพ์สีแดงเข้มๆ ตัวหนังสือดำๆ บอกว่าคืออะไรเท่านั้น ไม่มี Logo ไม่มี Icon อะไรใดๆทั้งสิ้น แต่ไอ้กระดาษแผ่นเนี้ย คนซื้อกลับไม่ยอมแกะออกแฮะ เพราะมันเสมือนเป็น identity ว่านี่ล่ะ คือ MUJI
ถ้ายังจำกันได้ ร้าน Back to Origin ของคนไทยสมัยก่อนโน้น .. อารมณ์คล้ายกันนิดๆ
บรรยากาศร้านจะเป็นสีโทนขาว ครีม น้ำตาล เรียบๆ สบายตาดีครับ แต่ราคาของก็แพใช้ได้เลยครับ … โดยส่วนตัวผมชอบ และรักไปแล้วครับ ^^ เท่าที่รู้มาตอนนี้ในเมืองไทยจะมีเฉพาะใน Central บางสาขาเท่านั้นครับ และที่เสียดายมากที่สุดคือ Central สาขาเชียงใหม่ ยังไม่มีครับ T T
ขอบคุณ Google Map ที่ทำให้กลับไปเดินเล่นใน USA ได้อีกครั้ง
Jul 28th
28 กรกฎาคม 2553 : มีอยู่คืนวันหนึ่งรุ่นน้องที่ไปเจอกันที่อเมริกา โปรแกรม Work & Travel ทักทาง MSN มาว่า ” พี่บ้าน ABC ที่เราเคยอยู่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ ” และมันก็ส่งภาพมาให้ดู พร้อมบอกว่า ให้ลองเล่นดูดิพี่
และนี่ก็คือสภาพบ้านที่ผมทั้ง 18 คนต้องอยู่ตลอดระยะเวลาโครงการ 3 เดือนเต็ม ครั้งแรกที่เห็นบ้านหลังนี้รู้สึกผิดหวังมากๆ เพราะมันไม่เหมือนในความคิดที่ฝันเอาไว้ ส่วนค่าเช่าบ้าน 250 USD/ เดือน / คน ซึ่งแพงมากๆ ความรู้สึกตอนนั้นเข้าใจคนพม่าที่มาอยู่เมืองไทย
และนี่ก็คือร้านอาหารร้านแรกที่ผมได้ืำทำงานเป็นเด็กเปิดประตู และเด็กเก็บจาน ด้วยอัตราค่าจ้าง 8.5 USD/hr. แต่ทำได้วันเดียว ก็โดนนายจ้างที่ดูแลย้ายให้ไปทำงานเป็น Mate ที่โรงแรม แต่ถึงยังไงพวกผมและเพื่อนๆ ก็ได้ฝากท้องกับร้านอาหารแบบนี้หลายครั้งเหมือนกัน
และนี่ก็เป็นสถานที่ทำงานที่ 2 ที่ทำงานได้อัตราค่าเหนื่อยเท่ากันคือ 8.5 USD/hr. ลักษณะจะเป็นโรงแรมเล็กๆ ขนาดประมาณ 120 ห้อง (มั้งจำจำนวนไม่ได้) และแรงงานส่วนมากจะเป็น Maxigo กับ Thai ทำงานตั้งแต่ 8.00 am ถึงถึงประมาณบ่ายโมง แต่ส่วนใหญ่คนไทย ก็จะไม่ค่อยรีบทำกันมากนัก เพราะจะเก็บช่วงโมงให้ได้เยอะ หรือว่าทำงานเสร็จแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมตอกบัตรออก 555
และนี่ก็ีอีกที ที่เด็กทุกคนถ้ามีเวลาว่างงาน หรือ day-off จะมารับงานตรงนี้ ซึ่งเป็นงานโรงแรมจัดเลี้ยงในช่วงเย็น เพราะได้ชั่วโมงทำงานหลายชั่วโมง โรงแรม EDGE water
อันนี้เป็นภาพบางส่วนครับ ไม่เกี่ยวกับ Google map
ช่วงขั้นเตรียมงานตอนเย็นก่อนงานเริ่มก็คือ ” ทิ้งขยะ” นี่แหละครับงานคนไทยในอเมกา
นี่ก็ขยะอีกรูป หลังจากนั้นก็เข้าไปเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเด็กเสริฟ … ไอพวกฝรั่งก็กินขี้มือไป 5555
และมันก็จะมีบางครั้งได้เที่ยวออกนอกสถานที่
ได้ออกนอกสถานที่ บ้าในบางครั้ง ก็สนุกสนานกันไปอีกแบบ …
จริงๆ มันมีภาพอีกมากมายแต่ไม่ได้เอาลง ที่อยากจะบอกก็คือว่า ใครคิดจะไปโครงการแบบนี้ สิ่งที่แรกคือต้องทำใจนะครับ เพราะว่ามันไม่ได้สวยหรู สะดวกสบายอย่างที่คิด เพราะเจอมากับตัว แต่มันก็ได้ประสพการณืที่หลายๆ คนไม่มีโอกาศที่จะได้รับมัน แต่ก็เก็บเกี่ยวประสพการณ์ต่างๆ มิตรภาพดีๆ กลับมาด้วยนะครับ
Promotion NokAir 789.
Jul 16th
วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 : เนื่องจากมีเวลาว่างเลยได้เข้าไปเยี่ยมเยี่ยน www.nokair.com เผื่อจะมีตั๋วถูก และก็มีจริงๆ ครับ
ราคา 789.01 บาท (รวมทุกอย่างแล้ว) ทุกเส้นทางยกเว้น Nokmini ว่าแล้วก็จะรอให้โอกาศพลาดไปได้ยังไง ยกหูโทรศัพท์ โทรไปบอกหม่อมแม่ เรียนร้อยและรีบทำการจองโดยด่วน เพราะว่าเป็นสมากชิก Nokair Fanclub อยู่แล้วเลยสามารถที่จะจองได้ก่อนชาวบ้าน และก็เริ่มหาวันว่าง ตอนแรกตั้งใจจะกลับวันอาทิตย์ แต่ไม่มีราคา โปรโมชั่นเลย เลยเปลี่ยนมาเป็นวันจันทร์ แต่วันจันทร์ก็เหลือแต่ Flight กลางคืน แต่เอาก็เอาว่ะ จัดไป
เรียบร้อยคร้าบบบ ราคาหลังจากจอง เป็นราคา 1598 บาทเพราะบวกค่าธรรมเนียมการจ่ายเงิน ส่วนประกันภัย/ อาหารบนเครื่อง/ เพิ่งน้ำหนักกระเป๋าเอาออกหมดครับ ไม่จำเป็น เพราะกูจะเอาราคาตั๋วที่ถูกที่สุด 5555
และล้วก็ได้กลับบ้านอีกครั้งครับ ^^ .
ปล. กระทู้นี้ ตัวผมเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับทางสายการบิน Nokair หรือ @patee ครับ แค่อยากจะบอกกล่าวข่าวสารครับ เผื่อจะมีเด็กไกลบ้านอย่างผมแล้วเกิดอยากกลับบ้าน ด้วยตั๋วราคาถูกครับ รีบๆหน่อยนะครับ อย่างที่เรารู้กันว่า ตั๋วฟรี จะเต็มเร็ว และจะเหลือเที่ยวบินที่เราไม่ต้องการทั้งสิ้น ^^.
การสงครามทัศนะของซุนจู้
Jul 14th
การสงครามทัศนะของซุนจู้
การเตรียมรบให้พร้อมสรรพ คือ การตระเตรีมกำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พรักพร้อม แต่จะคิดให้ไกล และลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก น่าจะหมายถึงการ ” เตรียมจิตใจ” และ “ความคิด” ในเรื่องของการศึกสงครามไว้ให้พร้อมด้วย
การทำศึกสงครา ถือเอาชัยชนะด้วยการใช้สติปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการใช้เพพียงกำลัง ซุนจู้สอนว่า
สงครามทุปรูปแบบ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลอุบาย และ นโยบายที่ดีที่สุดของการชนะสงคราม คือ การทำให้ข้าศึกยอมแพ้โดยมิต้องสูรบ
หมายถึง การใช้สติปัญญา ความรอบรู้ กำหนดแผนยุทธศาสตร์ เพื่อทำลายล้างข้าศึก หรือทำให้ข้าศึกเกิดความอ่อนแอภายในเสียก่อนที่ต้องใช้กำลังทหารเข้าทุ่มเท
ซุนจู้กล่าวว่า
แม่ทัพที่ชำนายสงคราม เอาชนะข้าศึกได้โดยมิต้องสู้รบ ยึดเมืองได้โดยมิต้องใช้กำลังเข้าตี และล้มอาณาจักรของศัตรูได้โดยมิต้องทำการรบเรื้อรัง
การได้อ่านและทบทวนตำราพิชัยสงครามของซุนจู้หลายๆครั้ง ไม่เพียงแต่จะเกิดสติปัญญาและความคิดอันเป็นประโยชน์ในการรู้สึกไหวตัว ยังช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆในโลกปัจจุบันได้ง่าย
สงครามเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่ง คู่สงครามไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หรือฝ่าชนะ ต่าต้องได้รับความเสียหายชีวิตของผู้คนพลเมือง ทรัพย์สินของบ้านเมืองต้องสูญเสียสิ้นเปลืองอย่างน่าอเนจอนาจ
สงครามเป็นเหตุแห่งความเดือนร้อนใหญ่หลวงของประชาชน และปู้ต้องภัยพิบัติมากที่สุดจากสงครามก็คือประชาชนโดยตรง
ม่อตี๊ เป็นนักคิด นักบันทึกจดหมายเหตุ (พ.ศ. 64 – 162) ประณามการทำสงครามไว้อย่างน่าพิจารณาว่า
ความถูกต้อง และความควรมิควร เป็นสิ่งที่ชี้ขาดได้ยาก
ผู้ที่ทำความผิดขนาดเล็ก ถือเป็นอาชญากร แต่ผู้ที่ทำผิดขนาดใหญ่ เช่น การยกกองทัพไปรุกรานโจมตี เข่นฆ่าผู้คนพลเมืองของเมืองอื่นล้มตายนับพัน นับหมื่น กลับไม่ถือเป็นความผิด แต่กลายเป็นสิ่งอันควรยกย่องสรรเสริญ แล้วเช่นนี้ ความถูกต้อง และความควรมิควรอยู่ที่ใดกันแน่
ที่มา : เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชา Strategic and Rick Management
ฟังเพลงสบายๆ สกปรกนิดๆ
Jul 8th
ไม่มีอะไรครับ ฟังแล้วชอบ มันขำๆดี ก็ขอโทษด้วยถ้ามันอาจจะหยาบไปสำหรับบางคน
ได้กลับกรุงเทพฯ 1 วัน (ง่วงสุดๆ)
Jul 8th
8 กรกฏาคม 2553 : เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้กลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Bangkok Air ที่เคยโพสไปแล้วเมื่อ Topic ก่อนหน้า โดยเครื่องออก 1 ทุ่ม เลยออกจากหอตอน 5 โมงครึ่ง เพราะจะไปแวะซื้อเสื้อที่ Central Airport ก่อน แต่ไอรถแดง มันพาไปเที่ยรอบคูเมือง ก่อน 1 รอบ มาถึงที่ Central ก็จะ 6 โมงแล้ว …หลังจากซื้อของเสร็จ ก็โบกรถแดงจากหน้า Central ไปสนามบิน ด้วยราคา 30 บาท แต่ด้วยความรีบ เอาก็เอาว่ะ แต่ก็ยังไปทันเวลา หลังจาก Check-in เสร็จก็ได้ Boarding Pass มาเป็นที่เรียบร้อย
และจากดูนาฬิการก็ยังไม่ถึงเวลา ก็เลยไปนั่งเล่นที่ Boutique Lounges (เพื่อความคุ้ม เพราะมันฟรี)
จัดมาเต็มที่ เพราะ อีกนานกว่าจะได้กินข้าวเย็น และขนมอร่อยดี หรือเพราะหิวไม่แน่ใจ ???
และหลังจากเครื่อง Take-off เรียบร้อย ก็เสริฟอหารกันอีกรอบ
จัดมาอีก 1 ชุด ( ยังไม่อิ่ม) แต่ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากนั่งทนความหิวต่อไปจนถึงกรุงเทพฯ และเพื่อนก็มารับไปกินข้าวเย็นจนถึง ตี 2 ครึ่ง หลังจากนั้นก็กลับบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และออกมาเป็นเพื่อนพี่สาวแต่งหน้า ทำผม จนถึงตี 4 ครึ่งและไปต่อที่ หอประชุมกองทัพเรือ. หลังจากนั้นก็คือจากนั่งรอ รอ รอ จนถึง เที่ยง ถึงจะเสร็จพิธีการ ด้วยอารมณ์ มึนๆ ง่วงๆ เพราะอดนอนมาทั้งคืนบวกกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์แล้ว ขอบอกว่าทรมาณมากๆ เพราะนอนไม่ได้ ไม่มีที่นอน อาการร้อนมากๆ
หลังจากนั้นก็พากันไปกินอาหารเที่ยงที่ Zen@central ปิ่นเกล้า เพราะไม่มีอารมณ์ที่จะถ่ายรูปกันแล้ว เพราะคนเยอะมากๆ แดดร้อน ไม่ไหวๆ หลังจากนั้นก็แยกย้าย ผมก็มาต่อที่ ดอนเมืองเพื่อรอขึ้นเครื่องกลับเีชียงใหม่
นั่งกลับโดยนกแอร์ หน้าตาตอนนี้บ่งบอกว่าง่วงสุดๆ ถ้ากล้องชัดกว่านี้จะเห็นว่าตาแดงมากๆ มาถึงเชียงใหม่ตอน 4 ทุ่ม 20 โดยมี Flight ของอาจารย์ที่กลับกรุงเทพฯพร้อมกันตามมาตอน 4 ทุ่มครึ่ง 555 นกแอร์ชนะ !!!
และพอถึงหอ อาบน้ำขึ้นเตียง และมารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว หลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวเลย สรุปเวลาทั้งหมดตั้งแต่ 8.00 น. (วันเสาร์) – 0.00น. (เช้าวันอังคาร) = 40 ชั่วโมง….. ZZZzzzZZZzzz
ปล. ผมกลับไปงานรับปริญญาพี่สาวมาครับ และรูปในงานจะอัฟเป็น Topic ต่อไปเพราะว่าภาพทั้งหมดที่เอาลงวันนี้ถ่ายมาจากมือถือ
มาอยู่เชียงใหม่ 2 เดือนแล้ว
Jul 1st
1 กรกฏาคม 2553 : มาอยู่เชียงใหม่ได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว เร็วจริงๆ ตอนนี้ก็ได้เริ่มเรียน และ ก็จะเริ่มสอบแล้วครับ พอมาอยู่ไกลบ้าน มันก็เป็นปกติที่จะคิดถึงบ้าน แล้วยิ่งต้องมาอยู่คนเดียวด้วยแล้ว
มันก็ถึงกำหนดที่จะต้องกลับบ้านมั่งแล้ว และเนื่องจากวันจันทร์ที่ 5 กรกฏา’ ที่จะถึงนี้ เป็นงานรับปริญญาของพี่สาวพอดี ก็ได้เลยกลับ โดยสายการบิน Bangkok Airline
สังเกตุดีๆ ตั๋วราคาลดตั้ง 50% เพราะเป็นคะแนนสะสมที่เก็บไว้ตั้งแต่ตอนที่บินไปกลับ กรุงเทพฯ – เสีนมราฐ เลยสบายตัว ซึ่งจากราคาที่เช็คใน Internet ราคาเต็มของมัน คือ 1,905 บาท แต่พอใช้แต้มแลก 50% ทำไมมันเหลือ 750 บาท ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน… แต่ก็ดีถูกดี
ส่วนเรื่องชีวิตประจำวันในตอนแรกๆที่เชียงใหม่หลังจากเปิดเรียน มันก็ไม่ค่อยต่าง เพราะเรียนวันเสาร์ – อาทิตย์ วันธรรมดาว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เพราะฉนั้น มันก็เลย จะมีแค่ ตื่นนอน กินข้าว นั่งร้านกาแฟ กินข้าวเย็น กลับหอ นอนดูทีวี หลับ .. ซึ่งมันโคตรจะน่าเบื่อ
หลังจากที่ไปนั่งเล่นที่กาแฟวาวี หลายๆรอบมันก็เลยรู้สึกเบื่อ กับบรรยากาศเดิมๆ บวกกับการที่ต้องจ่ายค่ารถแดง ไปกลับ วันล่ะ 40 บาท ซึ่งก็แพงเอาการอยู่ จึงเปลี่ยนมานั่งเล่นที่ร้านกาแฟทรู ซึ่งอยู่หลังมอ.บ้าง เพราะจะได้ไม่ต้องจ่ายค่ารถแดง
และด้วยความบังเอิญ (~หรือเปล่า) เดินผ่านร้านหนังสือมือสอง เจอหนังสือชื่อ ” จดหมายจากเมืองไทย” ของ โบตั๋น .. จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นแนวไหน แต่เคยได้ยินชื่อคนเขียนเลยตัดใจซื้อมาในราคา 2 เล่ม 100 บาท ถ้าใครอยากรู้ว่าเป็นยังไง บอกได้ครับ จะเอาไปให้อ่านเพราะอ่านจบแล้ว ซึ่งชอบครับ ซึ่งก็เป็นตามบทนำของผู้เขียนได้กว่าไว้ว่าส่วนใหญ่ จะเป็นการตำหนิ พฤติกรรมของคนไทย เพราะรวบรวมมาจากจดหมายของชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเขียนจดหมายบอกเรื่องราวให้แม่ซึ่งอยู่เมืองจีนได้รับรู้ .. แต่มันก็เป็นการดี ที่เราได้รู้ว่าคนอื่นมองคนไทยเป็นเช่นไร
และแล้วก็ได้กินข้าวมันไก่สมใจอยาก หลังจากไม่ได้กินมาตั้งแต่อยู่เชียงใหม่ ซึ่งตอนนี้ตระเวนกินได้ 3 ร้านแล้ว สรุปออกมาว่าร้านข้าวมันไก่ 5 ดาวอร่อยที่สุด ซึ่งโดยทั้ง 3 ร้าน ตั้งอยู่ติดกัน หลัง มอชอ. ติดแล้วแปลกดี เพราะว่าเท่าที่สังเกตุ ร้านอาหารตอนเย็นๆ หลังมอชอ. ร้านที่ไหนที่เหมือนกันจะตั้งอยู่ติดกัน
เริ่มเข้ามาในห้องเรียนมั่งดีกว่า สาขาที่ผมเรียนเป็นภาคทั่วไปครับไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่ทำไมตำราวิชาเรียนต้องเป็นภาษาอังกฤษด้วยครับ.. ซึ่งมันยากมากๆ สำหรับคนโง่ภาษาอังกฤษเช่นผม
ที่เห็นว่า ไฮไลท์ ไม่ใช่เพราะมันเป็นข้อความสำคัญ แต่เพราะว่าแปลไม่ออกว่ามันแปลว่าอะไรครับ 5555 เพราะไอภาษาอังกฤษเนี่ยแหละที่ทำให้ผมไม่ได้นอน ยันสว่างคาตา
หลังจากอ่านหนังสือต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็เดินมาหลังห้องถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่จะต้อง..เข้านอน..
—- จริงๆ แล้วไม่มีสาระอะไรหรอกครับ ก็แค่บ่นๆไปเรื่อยๆเปื่อยๆ ซึ่งมันก็เป็นปกติของ Blog ผมอยู่แล้ว —–
แต่ตอนนี้ ชีวิตผมไม่ชิลต่อไปแล้วนะครับ เพราะว่า วันธรรมดาต้องเข้าไปช่วยวิจัยของอาจารย์ที่คณะ ซึ่งมันก็ดีเหมือนกันจะได้มีความคิดที่จะเริ่มทำ Thesis บ้าง
- จบ -
วันว่างๆในเชียงใหม่
May 30th
หลังจากมาใช้ชีวิตในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งยังไม่มีเรียนเพราะ มหา’ลัยยังไม่เปิด ก็เลยหาอะไรทำว่างๆ อยู่คนเดียวไม่รู้จะไปไหน แรกๆ ก็นั่งเล่น ดูทีวี เล่น Internet อยู่ที่หอ แต่หลังๆ ชักเริ่มเบื่อ ก็เลยออกเที่ยว เมืองเชียงใหม่ซะหน่อย
แรกๆ ก็นั่งเล่นอยู่ที่ห้องไม่ได้ไปไหน ว่างๆ อากาศดีๆก็เลยจับกล้องมือถือมาถ่ายท้องฟ้า ดูดิมีเมฆมาก ท้องฟ้าสีฟ้า แดดแรงด้วย
ของกินในตู้เย็นวันแรกๆ … แต่ตอนนี้เหลือแต่น้ำเปล่าอย่างเดียว
มาอยู่เชียงใหม่ได้สักพักก็เริ่มออกเที่ยว.. ว่างๆ ก็เลยแวะไปไหว้พระที่วัดเจดีย์หลวง อยู่ในคูเมืองเชียงใหม่ใกล้ๆ กับวัดพระสิงห์ ท้องฟ้าก็ยังฟ้า แดดก็ยังแรงเหมือนเดิม
ตอนบ่ายๆ ก็มานั่งเล่นชิลๆ ที่ร้านกาแฟวาวี สาขาถนนนิมมานฯ ใกล้ มหา’ลัย
วันที่ 29 – 30/05/53 : วันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ระดับบัณฑิตฯ
ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ในห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ .. หวังว่าอีก 2 ปีจะได้มานั่งใหม่อีกรอบในฐานะ “มหาบัณฑิต”
แบ่งเป็น 2 รอบ วันแรกจะเป็นวันปฐมนิเทศรวมทุกคณะ ภาควิชา และอีกวันเป็นปฐมนิเทศแยกตามภาควิชา .. ตอนนี้กำลังเตรียมตัวจะไหว้องค์พระวิษณุกรรม ฯ
ตารางเรียนก็ออกแล้ว .. เรียนเฉพาะ เสาร์ – อาทิตย์ วันล่ะวิชา ประมาณ 7 ชั่วโมง/วัน .. หนักหนาๆ
Move to Chiang Mai
May 14th
และแล้วก็ต้องมาอยู่เชียงใหม่ซักที ตอนที่แรกก็อยากจะมาใจจะขาด แต่พอใกล้ถึงวันเดินทาง เกิดไม่อยากไปอยู่ซะงั้น.. ขนาดจะเดินทางวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว ของยังไม่ได้เก็บสักอย่าง มาเก็บของจนวินาทีสุดท้าย
วันที่ 8 พฤษภาคม 2553 : ต้องมาเรียนเชียงใหม่ครับ ก็เลยย้ายของ มาเข้าที่เช่าไว้อยู่หลังมอ
สัมภาระของผมคนเดียวครับ ไม่รู้น้ำหนักจะเกินหรือป่าว.. ใส่จนเกิบจะใส่ไม่ได้
ไม่ถึงสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 10.00 … ไปเร็วมาก ก็เลยต้องนั่งๆ เดินๆ หาอะไรกินอยู่ในสนามบิน รอ Check- in ตอนเที่ยง ครั้งนี้เดินทางโดยสายการบิน Airasia กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เวลา 12.50 – 14.00 น.
คนยอะมากๆ เยอะกว่าของ TG อีกนะนั้น.. ของถูกก็แบบนี้แหละ.. ลูกค้ารึ่ม
ระหว่างรอ Boarding Time เห็นไอเจ้าขาวๆ อ้วนๆ ลำนี้จอดอยู่เลยขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกซะหน่อย เห็นบอกว่าลำนี้จะบินไป HK ล่ะมั้งส่วน Boarding Time ของ Airasia ล่าช้าตามเคย ตามกำหนด 12.20 แต่เรียกจริง 12.30 ช้าไปประมาณ 10 นาที
และก็เตรียมตัวเหินฟ้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง
มาก็มาถึงเชียงใหม่เวลาประมาณ 14.00 ตรงตามตารางบิน…
ตอนแรกสุดจะเช่าของ AVIS car rental แต่มันเงื่อนไขเยอะไปหน่อย แต่ก็มาเจอ บ. Hertz .. จะเช่ารถ HONDA civic พนักงานบอกว่า งั้นหนู Upgrade ให้เป็น Camry ล่ะกัน
ราคา 1,900 บาท ต่อวัน เลยเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงคิดราคารายชั่วโมง
และแล้วก็ออกตะลอนเที่ยวเมืองเชียงใหม่ เริ่มจากเยี่ยมญาติๆ และ ไปทำสัญญาเช้าหอพัก ตอนเย็นวางแผนจะไปกินร้านอาหาร เฮือนสุนทรีย์ แต่ต้องเข้าไปกินที่ร้าน เฮือนโบราณ บ้านฮิมปิง ก่อน เพราะเป็นร้านญาติผู้ใหญ่ หลังจากนั้นก็ย้ายร้านไปกินเฮือนสุนทรีย์
หลังจากนั่งฟังเพลงจนถึง 4 ทุ่มครึ่ ก็เดินทางเข้าที่พัก นอน…
วันที่ 9 พฤษภาคม 2553 : ช่วงเช้าซื้อของใช้จำเป็ฯเข้าหอพัก และ เดินทางไปสักการะ ครูบาศรีวิชัย และ พระธาตุดอยสุเทพ
หลังจากนั้นก็เตรียมตัว เดินทางกลับ..
มาส่งพี่สาวกลับกรุงเทพฯที่สนามบินเชียงใหม่ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่ และพี่คนโตกลับรถทัวร์ สมบัติทัวร์ เพราะรถทัวร์ผ่านหน้าบ้านพอดี
หลังจากส่งขึ้นรถทัวร์ เรียบร้อย ก็โบกรถกลับหอพัก.. และเป็นคืนแรกที่ต้องอยู๋เชียงใหม่คนเดียว เหงาๆๆ T T
- จบ -
เกาะช้าง (Family Trip)
Apr 27th
เที่ยวหลังเทศกาลสงกรานต์ 1 อาทิตย์..ไม่มีคนเลย 555 เที่ยวสบายๆ เป็น Family Trip เที่ยวแล้วรู้สึกอบอุ่นดี มาเที่ยวกันแบบนี้ทุกครั้ง
เมื่อวันที่ 24 -25/04/2010 : ได้มีโอกาศได้ไปเที่ยวกลับครอบครัว ไปเที่ยวที่เกาะช้าง จ.ตราด.. เนื่องจากเป็น Promotion ของทางโรงแรม ซื้อ 2 แถม 1 แต่ราคาต่อห้องก็แพงเหมือนกัน เริ่มเดินทางกันตอน 5.15 น. ยิงยาวไป จ.ตราด ไปถึง จ.ตราด ท่าเรือเฟอร์รี่ประมาณ 11.00 น. ก็ซื้อตั๋วเรืองเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปเกาะช้าง
อัตราค่าโดยราคาเป็นราคา Round Trip ราคา 120 บาท/คน , และค่าเอารถขึ้นเรือ 200 บาท/คัน ตอนไปถึงไม่ต้องรอเรือ เพราะเรือมารอแล้ว พอซื้อตั๋วเสร็จก็ขับขึ้นเรือได้เลย สบายๆ
และก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีสำหรับการเดินทางมาถึงฝั่งของเกาะช้าง ส่วนเป้าหมายต่อไปคือ Amari Hotel ห่างจากท่าเรือประมาณ 15 กม. ถนนบนเกาะช้างขับง่ายๆ สบายๆ เพราะมันมีอยู่ 1 เส้นทั้งเกาะ ก็ขับวนๆไป จนถึงโรงแรม ก็สามารถ Check-in ได้เลย
ยังไม่ทันจะลงจากห้องพัก ฝนก็ตกซะงั้น คนก็เลยหายไปหมดเลย
พอฝนหยุด ก็ลงไปเดินเล่นริมหาดซะหน่อย แต่ไม่ค่อยมีคนเพราะมันเย็นแล้ว ยุงก็เยอะ
ชอบสระว่ายน้ำที่นี่จริงๆ ดูก็รู้ว่าคือสระไหว้น้ำ และเป็นสระที่ยาวมาก ยาวขนานไปพร้อมกับทะเล ชอบๆๆ แต่ก็ไม่ได้ลงเพราะไม่ได้เตรียมชุดว่ายน้ำไป
ขึ้นห้องเตรียมตัวอาบน้ำแต่งตัวไปกินข้าวเย็นที่ร้าน ” ไอยรา ” แต่ไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้หลังจากนั้นก็กลับมาห้องพัก มีบางส่วนลงไปเล่นน้ำสระกันต่อ แต่พีรเดชไม่ไปเพราะจะดู The star 6 และก็เข้านอน
ตื่นนอนประมาณ 7.00 น. อาบน้ำแต่งตัวลงมากินอาหารเช้าที่ห้องอาหาร บรรยากาศสบายๆ ชิลๆ และก็ไปนอนเล่นริมหาดเล่นเคย วันนี้แดดออก บรรยากาศดีมั๊กๆ
หลังจากนั้นเวลาประมาณ 13.00 น. กลับขึ้นห้องเก็บกระเป๋าเตรียมตัว Check-out กลับบ้าน
ระหว่างรอเรือ หันไปเจอเทพเจ้าแมวนอนอยู่ เลยถ่ายรูปมาให้ดูขำๆ
และก็จบทริปเกาะช้าง ถึงบ้านราชบุรีเวลา 22.oo น. กลับมาทันดูประกาศผล The Star พอดี



































































Recent Comments