ชีวิตคือการเดินทาง สิ้นสุดการเดินทางก็คือตอนที่หยุดหายใจ
Posts tagged ฺBangkok Airway
ได้กลับกรุงเทพฯ 1 วัน (ง่วงสุดๆ)
Jul 8th
8 กรกฏาคม 2553 : เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้กลับกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Bangkok Air ที่เคยโพสไปแล้วเมื่อ Topic ก่อนหน้า โดยเครื่องออก 1 ทุ่ม เลยออกจากหอตอน 5 โมงครึ่ง เพราะจะไปแวะซื้อเสื้อที่ Central Airport ก่อน แต่ไอรถแดง มันพาไปเที่ยรอบคูเมือง ก่อน 1 รอบ มาถึงที่ Central ก็จะ 6 โมงแล้ว …หลังจากซื้อของเสร็จ ก็โบกรถแดงจากหน้า Central ไปสนามบิน ด้วยราคา 30 บาท แต่ด้วยความรีบ เอาก็เอาว่ะ แต่ก็ยังไปทันเวลา หลังจาก Check-in เสร็จก็ได้ Boarding Pass มาเป็นที่เรียบร้อย
และจากดูนาฬิการก็ยังไม่ถึงเวลา ก็เลยไปนั่งเล่นที่ Boutique Lounges (เพื่อความคุ้ม เพราะมันฟรี)
จัดมาเต็มที่ เพราะ อีกนานกว่าจะได้กินข้าวเย็น และขนมอร่อยดี หรือเพราะหิวไม่แน่ใจ ???
และหลังจากเครื่อง Take-off เรียบร้อย ก็เสริฟอหารกันอีกรอบ
จัดมาอีก 1 ชุด ( ยังไม่อิ่ม) แต่ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากนั่งทนความหิวต่อไปจนถึงกรุงเทพฯ และเพื่อนก็มารับไปกินข้าวเย็นจนถึง ตี 2 ครึ่ง หลังจากนั้นก็กลับบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และออกมาเป็นเพื่อนพี่สาวแต่งหน้า ทำผม จนถึงตี 4 ครึ่งและไปต่อที่ หอประชุมกองทัพเรือ. หลังจากนั้นก็คือจากนั่งรอ รอ รอ จนถึง เที่ยง ถึงจะเสร็จพิธีการ ด้วยอารมณ์ มึนๆ ง่วงๆ เพราะอดนอนมาทั้งคืนบวกกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์แล้ว ขอบอกว่าทรมาณมากๆ เพราะนอนไม่ได้ ไม่มีที่นอน อาการร้อนมากๆ
หลังจากนั้นก็พากันไปกินอาหารเที่ยงที่ Zen@central ปิ่นเกล้า เพราะไม่มีอารมณ์ที่จะถ่ายรูปกันแล้ว เพราะคนเยอะมากๆ แดดร้อน ไม่ไหวๆ หลังจากนั้นก็แยกย้าย ผมก็มาต่อที่ ดอนเมืองเพื่อรอขึ้นเครื่องกลับเีชียงใหม่
นั่งกลับโดยนกแอร์ หน้าตาตอนนี้บ่งบอกว่าง่วงสุดๆ ถ้ากล้องชัดกว่านี้จะเห็นว่าตาแดงมากๆ มาถึงเชียงใหม่ตอน 4 ทุ่ม 20 โดยมี Flight ของอาจารย์ที่กลับกรุงเทพฯพร้อมกันตามมาตอน 4 ทุ่มครึ่ง 555 นกแอร์ชนะ !!!
และพอถึงหอ อาบน้ำขึ้นเตียง และมารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว หลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวเลย สรุปเวลาทั้งหมดตั้งแต่ 8.00 น. (วันเสาร์) – 0.00น. (เช้าวันอังคาร) = 40 ชั่วโมง….. ZZZzzzZZZzzz
ปล. ผมกลับไปงานรับปริญญาพี่สาวมาครับ และรูปในงานจะอัฟเป็น Topic ต่อไปเพราะว่าภาพทั้งหมดที่เอาลงวันนี้ถ่ายมาจากมือถือ
มาอยู่เชียงใหม่ 2 เดือนแล้ว
Jul 1st
1 กรกฏาคม 2553 : มาอยู่เชียงใหม่ได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว เร็วจริงๆ ตอนนี้ก็ได้เริ่มเรียน และ ก็จะเริ่มสอบแล้วครับ พอมาอยู่ไกลบ้าน มันก็เป็นปกติที่จะคิดถึงบ้าน แล้วยิ่งต้องมาอยู่คนเดียวด้วยแล้ว
มันก็ถึงกำหนดที่จะต้องกลับบ้านมั่งแล้ว และเนื่องจากวันจันทร์ที่ 5 กรกฏา’ ที่จะถึงนี้ เป็นงานรับปริญญาของพี่สาวพอดี ก็ได้เลยกลับ โดยสายการบิน Bangkok Airline
สังเกตุดีๆ ตั๋วราคาลดตั้ง 50% เพราะเป็นคะแนนสะสมที่เก็บไว้ตั้งแต่ตอนที่บินไปกลับ กรุงเทพฯ – เสีนมราฐ เลยสบายตัว ซึ่งจากราคาที่เช็คใน Internet ราคาเต็มของมัน คือ 1,905 บาท แต่พอใช้แต้มแลก 50% ทำไมมันเหลือ 750 บาท ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน… แต่ก็ดีถูกดี
ส่วนเรื่องชีวิตประจำวันในตอนแรกๆที่เชียงใหม่หลังจากเปิดเรียน มันก็ไม่ค่อยต่าง เพราะเรียนวันเสาร์ – อาทิตย์ วันธรรมดาว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เพราะฉนั้น มันก็เลย จะมีแค่ ตื่นนอน กินข้าว นั่งร้านกาแฟ กินข้าวเย็น กลับหอ นอนดูทีวี หลับ .. ซึ่งมันโคตรจะน่าเบื่อ
หลังจากที่ไปนั่งเล่นที่กาแฟวาวี หลายๆรอบมันก็เลยรู้สึกเบื่อ กับบรรยากาศเดิมๆ บวกกับการที่ต้องจ่ายค่ารถแดง ไปกลับ วันล่ะ 40 บาท ซึ่งก็แพงเอาการอยู่ จึงเปลี่ยนมานั่งเล่นที่ร้านกาแฟทรู ซึ่งอยู่หลังมอ.บ้าง เพราะจะได้ไม่ต้องจ่ายค่ารถแดง
และด้วยความบังเอิญ (~หรือเปล่า) เดินผ่านร้านหนังสือมือสอง เจอหนังสือชื่อ ” จดหมายจากเมืองไทย” ของ โบตั๋น .. จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นแนวไหน แต่เคยได้ยินชื่อคนเขียนเลยตัดใจซื้อมาในราคา 2 เล่ม 100 บาท ถ้าใครอยากรู้ว่าเป็นยังไง บอกได้ครับ จะเอาไปให้อ่านเพราะอ่านจบแล้ว ซึ่งชอบครับ ซึ่งก็เป็นตามบทนำของผู้เขียนได้กว่าไว้ว่าส่วนใหญ่ จะเป็นการตำหนิ พฤติกรรมของคนไทย เพราะรวบรวมมาจากจดหมายของชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเขียนจดหมายบอกเรื่องราวให้แม่ซึ่งอยู่เมืองจีนได้รับรู้ .. แต่มันก็เป็นการดี ที่เราได้รู้ว่าคนอื่นมองคนไทยเป็นเช่นไร
และแล้วก็ได้กินข้าวมันไก่สมใจอยาก หลังจากไม่ได้กินมาตั้งแต่อยู่เชียงใหม่ ซึ่งตอนนี้ตระเวนกินได้ 3 ร้านแล้ว สรุปออกมาว่าร้านข้าวมันไก่ 5 ดาวอร่อยที่สุด ซึ่งโดยทั้ง 3 ร้าน ตั้งอยู่ติดกัน หลัง มอชอ. ติดแล้วแปลกดี เพราะว่าเท่าที่สังเกตุ ร้านอาหารตอนเย็นๆ หลังมอชอ. ร้านที่ไหนที่เหมือนกันจะตั้งอยู่ติดกัน
เริ่มเข้ามาในห้องเรียนมั่งดีกว่า สาขาที่ผมเรียนเป็นภาคทั่วไปครับไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่ทำไมตำราวิชาเรียนต้องเป็นภาษาอังกฤษด้วยครับ.. ซึ่งมันยากมากๆ สำหรับคนโง่ภาษาอังกฤษเช่นผม
ที่เห็นว่า ไฮไลท์ ไม่ใช่เพราะมันเป็นข้อความสำคัญ แต่เพราะว่าแปลไม่ออกว่ามันแปลว่าอะไรครับ 5555 เพราะไอภาษาอังกฤษเนี่ยแหละที่ทำให้ผมไม่ได้นอน ยันสว่างคาตา
หลังจากอ่านหนังสือต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็เดินมาหลังห้องถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่จะต้อง..เข้านอน..
—- จริงๆ แล้วไม่มีสาระอะไรหรอกครับ ก็แค่บ่นๆไปเรื่อยๆเปื่อยๆ ซึ่งมันก็เป็นปกติของ Blog ผมอยู่แล้ว —–
แต่ตอนนี้ ชีวิตผมไม่ชิลต่อไปแล้วนะครับ เพราะว่า วันธรรมดาต้องเข้าไปช่วยวิจัยของอาจารย์ที่คณะ ซึ่งมันก็ดีเหมือนกันจะได้มีความคิดที่จะเริ่มทำ Thesis บ้าง
- จบ -
















Recent Comments